วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ตอนที่ 3

              แล้วก็มาถึงในตอนที่ 3 อย่างรวดเร็ว เหมือนอย่างที่บอกไปในตอนที่แล้วครับ ว่าช่วงนี้ว่าง ในตอนที่ 3 นี้ก็จะเป็นเรื่องราวที่ "ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย"อย่างผมได้ทำ เป็นการทำที่ยิ่งใหญ่ เป็นการทำที่เพื่อตนเองส่วนน้อย แต่ว่าเป็นการทำเพื่อผู้มีพระคุณส่วนมาก นั้นคือการ"บวช" ทดแทนพระคุณ
               ผมคิดว่าผู้ชายหลายๆคนวิถีทางก็คงจะคล้ายๆแบบเดียวกันกับผม นั้นคือ เมื่อเรียนจบ ก็จัดการเรื่องทหาร แล้วก็บวช
               วิถีทางของผมก็เป็นเช่นนั้น เมื่อผมจัดการเรื่องทหารเสร็จแล้วก็มาบวช ในการบวชไม่ใช่ว่าใครจะบวชก็บวชง่ายๆเหมือนที่พวกมารศาสนามันทำกัน ที่ไปซื้อผ้าเหลืองมา โกนหัวโกนคิ้ว ซืิ้อบาตรแล้วก็ออกขออาหารขอเงิน พวกนี้แหละคือมารศาสนาตัวจริงที่ทำให้คนในปัจจุบันเกิดการเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ในการบวชของผมต้องมีการดูฤกษ์ เตรียมกองบวช เตรียมงานฯลฯ เรียกได้ว่าต้องมีการเตรียมการวุ่นวายพอสมควร ในการบวชก็ต้องมีการสวดเพื่อขออุปสมบท ซึ่งยาวมาก ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนบวช ผมแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ท่องบทขออุปสมบทเพียงอย่างเดียว ในวันก่อนวันบวชก็จะเป็นวันบวชนาค 
             อาจมีหลายๆคนสงสัยว่า ทำไมต้องเรียกผู้จะบวชว่านาค ทำไมไม่เรียกชื่ออื่น ประวัติความเป็นมาของคำว่า ""นาค" อาจทำให้หลายๆคนหายข้องใจได้ ซึ่งประวัติของคำว่า "นาค" มีดังนี้ 
           " ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ มีพญานาคผู้หนึ่งได้แปลงร่างเป็นมนุษย์เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ อยู่มาวันหนึ่งได้เผลอนอนหลับ ร่างจึงกลับกลายเป็นพญานาคดั่งเดิม ภิกษุอื่นไปพบเข้าก็เกิดความเกรงกลัว เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเรียกมาตรัสถาม ได้ความว่าเพราะเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงปลอมตัวมาบวช พระพุทะองค์ทรงดำริว่าสัตว์ดิรัจฉานไม่อยู่ในฐานะควรจะบวช จึงโปรดให้ลงเพศบรรพชิตกลับไปเป็นนาคดั่งเดิม แต่ภิกษุนั้นมีความอาลัย จึงขอฝากชื่อนาคไว้ในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีคำเรียกขานคนที่ต้องการจะบวชว่า "นาค" สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน "
          ในการบวชนาคนั้นก็จะต้องการทำพิธี การสวด การตัดผมไฟ  เสร็จแล้วก็โกนหัว นุ่งขาว ห่มขาว พอรุ่งเช้าก็ทำพิธีบวช โดยแห่จากบ้านไปทำพิธีอุปสมบทที่วัด ซึ่งผมนั้นได้ทำพิธีอุปสมบทที่วัดศรีมงคลเหนือ แล้วไปจำวัดที่วัดป่า หลังจากเสร็จพิธีในอุโบสถแล้วก็ออกมาจากอุโบสถในเพศบรรพชิต ก็คือเป็นพระแล้วนั่นเอง ในตอนนั้นความรู้สึกที่รับรู้ได้จากสายตาของ พ่อและแม่ เป็นสายตาที่มีความปลื้มใจ สุขใจ กับการที่ได้่เห็นลูกชายของตนเองได้บวชเพื่อทดแทนพระคุณ พอเสร็จพิธีจากวัดศรีมงคลเหนือก็เดินทางไปยังวัดป่าที่อยู่ชานเมือง ซึ่งในวัดมีพระสงฆ์จำวัดเพียง 3 รูป รวมผมด้วยก็เป็น 4 รูป อาศัยอยู่กันคนละกุฏิ เป็นบรรยากาศที่สงบมาก หรืออีกในนึงก็จะเรียกได้ว่าวังเวงสุดๆ แต่การอยู่วัดป่าที่มีพระไม่เยอะก็ดีไปอย่างนะครับ คือมันไม่วุ่นวาย ได้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ถ้าใครคิดจะบวชก็ขอแนะนำให้บวชที่วัดป่าที่มีพระอยู่ไม่เยอะนะครับ
        ในตอนแรกที่บวช ความตั้งใจของผมนั้นจะบวช 15 วัน แต่รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ผมบวช 19 วัน ด้วยเพราะว่าวันที่ 15 นั้น มันไม่ใช่ฤกษ์สึก จึงต้องอยู่ต่ออีก 4 วัน แล้วถ้าถามผมว่าได้เจอ"ผี"บ้างไหม ก็ขอตอบว่าไม่เจอครับ แต่ได้ยินเสียงและรู้สึกได้ สรุปคือ ไม่เห็นแต่ได้ยินเสียงนั้นเอง เหตุการณ์ก็มีอยู่ว่า ในคืนแรกผมก็หลับไปตอนประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง พอหลับไปแล้วก็ไม่แน่ใจว่าขณะนั้นเวลาเท่าไหร่ หลับๆอยู่ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนมาทุบเสาดัง "ตึก ตึก ตึก" ประมาณแบบใช้ท้ายกำมือทุบ (กุฏิที่ผมอยู่นั้นจะเป็นกุฏิแบบมีเสา ยกสูง) เสียงมันดังแบบต่อเนื่อง จนผมรู้สึกตัว แต่ผมยังไม่กล้าลืมตา พอฟังเสียงไม่ประมาณ 5 วินาทีหลังจากรู้สึกตัว ผมก็คิดในใจว่า "เอาแล้ว โดนแล้วกู" แล้วผมก็คิดในใจต่อว่า "ขอให้หยุดรบกวนเถิด ผมมาบวชเพื่อทำบุญ ศึกษาธรรม ทดแทนพระคุณพ่อแม่ ขอให้หยุดรบกวนผมจะนอนเพื่อปฏิบัติกิจของสงฆ์ในตอนเช้า แล้วผมจะทำบุญ กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลไปให้" พอสิ้นคำพูดในใจเท่านั้นแหละ เสียงที่ทุบอยู่ก็อยู่ทันที พร้อมได้ยินเสียงเดินแบบช้าๆ โดยที่เป็นเสียงเหยียบใบไม้แห้ง เพราะรอบๆกุฏิมีต้นไม้เยอะใบไม้แห้งที่ร่วงลงมาจึงเยอะตาม ผมได้ยินเสียงเดินไปประมาณ 4-5 ก้าว แล้วก็หายไป ถ้าจะบอกว่ามีคนมาแกล้ง มันก็มี 2 คำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้คือ 
1.พอสิ้นเสียงพูดในใจแล้วทำไมเสียงทุบเสาถึงหยุดตาม ทั้งๆที่เป็นการพูดในใจ 
2.เสียงเดินเหยียบใบไม้แห้งทำไมได้ยินแค่ 4-5 ก้าวก็หายไป ในเมื่อบริเวณนั้นใบไม้แห้งเยอะมาก ต้องอย่างน้อย10-12ก้าวถึงจะพ้นบริเวณนั้น
        ตื่นเช้ามาผมก็ไปถามพระอาจารย์ที่ดูแลผม ท่านก็หัวเราะ เหอ เหอ แล้วก็บอกว่าคงเป็นเสียงตุ๊กแกกินแมลงมั๊ง  เสร็จพระอาจารย์ก็ขึ้นไปดูบนกุฏิผม ดูว่าขาดเหลืออะไรไหม ท่านเห็นเบาะที่ผมใช้รองนอนท่านก็บอกว่าไม่ให้นอนบนเบาะ ผมก็อ๋อเลย เพิ่งรู้นะเนี่ย นอนแค่เสื่อก็พอ
        กิจวัตรประจำวันในการบวชของผมก็คือ ตื่นตี3 ทำวัตรเช้า กวาดถูศาลา ประมาณ ตี5ครึ่งก็ออกบิณฑบาต 7โมงฉันท์อาหารเช้า แปดโมงสงฆ์น้ำ 9โมงถึงบ่าย3 จะว่าง ก็อ่านหนังสือ ท่องบทสวด จำวัดมั่ง บ่าย4โมงจะกวาดวัด 6โมงเย็นฉันท์น้ำปานะ 1ทุ่มทำวัตรเย็น 3ทุ่ม เดินจงกรม 4ทุ่มเข้านอน กิจวัตรก็ประมาณนี้ ยกเว้นว่าวันไหนมีกิจนิมนต์เพิ่มเข้ามาบ้างก็เท่านั้น
        นี่เป็นเวลา  19 วัน ที่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะไปทำก็ทำได้ เคยมีคนพูดไว้ว่า "การที่เราบวช ก็เพื่อให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์" และผมก็ได้ทำอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ 

แล้วคุณล่ะ เคยทำอะไรที่ให้พ่อแม่ภาคภูมิแล้วหรือยัง............

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ตอนที่ 2

           หายไปนานหลังจากตอนที่แล้วครับ เนื่องจากผู้เขียนติดทั้งธุระส่วนตัวและไม่ส่วนตัว ทำให้ไม่มีเวลาที่จะสาธยายเรื่องที่ยังเล้าค้างอยู่ให้จบสักที บัดนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะรำพันเรื่องให้จบแล้ว


           ในวันที่จับฉลากทหาร ผมยังจำได้ดีครับว่าวันนั้นเป็นวันที่ 1 เมษายน 2549 ด้วยที่ะต้องไปจับใบดำใบแดง ผมก็ถือเคล็ดส่วนตัวว่าวันนี้ขอให้เจอแต่สิ่งดำๆ ก็เลยใส่เสื้อสีดำ(กกน.ก็สีดำ) ขับรถสีดำ กินโอเลี้ยง แบบว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอเอาดำไว้ก่อนประมาณนั้น พอไปถึงสถานที่คัดเลือกการเกณฑ์ทหาร ก็มีหลายคนนะครับ ที่ใส่เสื้อสีดำ คงกะจะเอาเคล็ดแบบผม แต่ก็มีบ้างนะครับ ที่ผมคิดว่าจะถือเอาเคล็ดแบบตรงกันข้าม คือใส่เสื้อสีแดงมาคงคิดว่า ใส่สีแดงมาแล้วคงไม่ต้องเจอสีแดงอีกประมาณนั้น นอกจากนั้นก็ใส่เสื้อสีอื่นๆไป ในขั้นตอนของการคัดเลือกก็ ขั้นแรกก็ต้องนำเอกสารมาให้เจ้าหน้าที่เพื่อรายงานตัวและขอยกเลิกการผ่อนผัน เพราะผมเคยทำเรื่องผ่อนผันไว้ แล้วก็ตรวจร่างกาย วัดส่วนสูง วัดรอบอก และเขียนหมายเลขประจำตัวไว้ที่แขน ซึ่งผมไม่ได้เป็นคนเขียนเองนะครับ พี่ทหารเขาเขียนให้ เพื่อให้เรารู้หมายเลขของตนเอง เวลาที่ พี่ทหารขานเรีียก ขั้นตอนเหล่านั้นกินเวลาทั้งช่วงเช้าแหละ เสร็จจากกินข้าวเที่ยงแล้วก็มารวมกันเพื่อที่จะจับฉลาก ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาตอนบ่าย ทุกคนที่มานั่งรอนั้น คือคนที่รอจับฉลาก 
               คนที่ได้ออกไปจับก่อนนั้น ก็จะมีคนเชียร์ ก็คือคนที่นั่งรอจับฉลากด้วยกันนั้นแหละ แต่การเชียร์นี้คงจะตรงกันข้ามกับคนที่จับฉลาก เพราะคนที่จับฉลากนั้นก็หวังที่จะได้ใบดำ แต่คนเชียร์นี่สิ พร้อมใจกระโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า "แดง แดง แดง" ดังลั่นทั้งหอประชุม พอคนที่จับได้ใบดำก็จะ "ฮู่วว" แต่พอคนที่จับได้แดงก็จะ "เฮ้" ที่ผมสังเกตุเห็นนั้นก็คือคนที่ใส่เสื้อแดง ทำเก๋าๆ กินเหล้ามา ประมาณ 90% ที่จับได้ใบแดง 
              มีคนนึงผมจำได้ดีเลยล่ะ พอพี่ทหารขานหมายเลขเสร็จ เจ้านี่ก็เดินออกไป ลักษณะของเขาก็คือ ใส่เสื้อสีแดง เดินแบบโยกๆ(แบบแสดงความเก๋า) ผมสีทอง ดูเหมือนจะกินเหล้ามาด้วย เดินออกไปด้วยความมั่นใจเต็มล้านเปอร์เซ็น  ถึงด้านหน้าที่จับฉลากก็จะมีพี่ทหาร 2 คนยืนอยู่ คนแรกจะถือไหสำหรับจับฉลาก ส่วนอีกคนก็จะจับไหล่ของผู้ที่จับฉลาก คุณคนเก๋าคนนี้ล้วงมือเข้าไปในไห จับฉลาก แล้วส่งให้พี่ทหารเพื่อที่พี่ทหารจะเป็นคนขานว่าดำหรือแดง พอพี่ทหารขานว่าแดงเท่านั้นแหละ คุณเก๋าก็เข่าอ่อนร่วงลงไปนอนกับพื้นทันที ขำกันทั้งหอประชุม เก๋าดีนัก เจอซะ
             การจับฉลากก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ลำดับของผมจะอยู่ค่อนท้ายเพราะว่า พวกที่ขอยกเลิกการผ่อนผันจะได้ลำดับท้ายๆ ในเขตอำเภอเมืองมุกดาหารมีผู้ที่จับฉลากประมาณ 300 คน เอาเป็นทหารประมาณ 70 คน ถ้าเทียบสัดส่วนใบแดงต่อใบดำก็ประมาณ 1 ต่อ 4 
            และลำดับหมายเลขของผมก็มาถึง ผมจำไม่ได้แล้วว่าหมายเลขของผมนั้นเป็นหมายเลขอะไร จำได้แต่ว่า พอได้ยินหมายเลขตนเอง ใจนี้เต้นแรงยังกับกลองเพล เดินออกไปด้วยความสั่นๆ ไปถึงด้านหน้าเสร็จ พี่ทหารก็จับตรงต้นแขนใกล้ๆไหล่ไว้ ประมาณพยุงไว้ไม่ให้ร่วงลงพื้น พี่ทหารอีกคนก็ยกไหขึ้น ลักษณะของไหก็จะเป็นไหดิน คือเราไม่สามารถมองเห็นข้างในได้ เหมือนๆกับไหปลาร้า ผมล้วงมือลงไปจับในไห ก็จับเอาอันแรกที่มือโดนเลย ไม่อยากจะคนฉลากมาก เดี๋ยวไปโดนใบแดงเข้าล่ะซวยเลย เพราะเห็นตัวอย่างก่อนหน้าผม คือพวกที่คนฉลากแล้วค่อยจับ โดนเกือบทุกคน พอผมหยิบฉลากออกมาจะเป็นแบบฉลากที่ม้วนไว้ในหลอด แล้วก็ส่งให้พี่ทหาร พี่ทหารแกก็ค่อยแกะออกมา ไอ้เราก็ลุ้นทุกการกระทำของพี่ทหาร แกะออกจากหลอดก็ค่อยๆคลี่กระดาษ ความรู้สึกมันเหมือนเวลาหยุดนิ่ง เสียงรอบข้างไม่ได้ยิน เห็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวก็คือกระดาษใบเล็กๆที่ค่อยๆคลี่ลงมา พอกระดาษคลี่เสร็จ สิ่งที่ผมเห็นก็คือตัวอักษรที่เขียนไว้ว่า "ดำ" เท่านั้นแหละใจที่เคยตกไปอยู่ตาตุ่มก็ชื้นขึ้นมาทันที พร้อมกับการที่ได้ยินเสียงจากกองเชียร์ว่า "ฮู่ววว" แต่ในใจเราเฮอยู่คนเดียว
       นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่จะเรียกว่าคงเป็นครั้งแรก ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของชีวิต ที่จะได้ทำอย่างนี้ เป็นประสบการณ์ที่คงจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต


        วันนี้ก็คงจะเล่าประมาณนี้ไว้ก่อนนะครับ ซึ่งเรื่องราวที่เรียกได้ว่าเป็น "ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย" ก็จะมีต่อในตอนหน้าครับ  สวัสดี

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ตอนที่ 1

ในชีวิตของคนนึงๆตั้งแต่เกิดจนตาย ต้องทำสิ่งต่างๆมากมายหลายอย่าง แต่ละคนก็ทำในสิ่งที่แตกต่างกันไป ตามแต่วิถีชีวิตของแต่ละคน ผมก็มีวิถีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้ทำในหลายๆสิ่ง ที่ผมคิดว่าบางคนยังไม่เคยทำ ตั้งแต่เกิดมาจนบัดนี้ สิ่งที่ผมทำก็มีมากมายเหลือ ทั้งมีสาระ ไร้สาระ จำได้บ้างไม่ได้บ้าง ตามแต่ความน่าสนใจในเรื่องที่ทำ แต่ก็มีบางเรื่องที่แม้ตัวตายแต่ไม่มีทางลืมเช่นกัน เรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟัง(เขียนให้อ่าน)ต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาในช่วงเวลาที่ไร่เรี่ยกัน จนนึกไม่ถึงเลยว่ามันเกิดอะไรกับชีวิตของผมกันเนี่ย

เรื่องมีอยู่ว่า

ประมาณปี 2549 เป็นปีที่ผมเรียนจบปริญญาตรี ช่วงนั้นประมาณเดือนมีนาคม พอเรียนจบผมก็กลับมาอยู่บ้าน ตามประสาเด็กต่างจังหวัด ที่ไปเรียนต่างบ้านต่างเมืองหลายปี ซึ่งผมคิดว่าชีวิตของผู้ชายหลายๆคนก็คงจะเป็นแบบเดียวกับผมก็คือ เมื่อเรียนจบก็ต้องไปเกณฑ์ทหาร
ไม่อยากจะเชื่อว่ากาารจับฉลากครั้งนี้จะเป็นการจับฉลากครั้งที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิต ทำไมผมถึงต้องจับฉลากน่ะเหรอ ก็เพราะผมไม่ได้เรียน รด.มาน่ะสิ ถึงอยากเรียนก็เรียนไม่ได้ เพราะโรงเรียนจุฬาภรณฯ มุกดาหาร ในช่วงที่ผมเรียนอยู่่ยังไม่มี รด.ชีวิตจึงต้องลำบากเช่นนี้แหละ ถ้าถามอีกว่าแล้วทำไมผมไม่จ่ายเงินใต้โต๊ะล่ะ??? ผมสามารถจ่ายได้และพ่อกับแม่ผมก็ไปถามราคามาให้แล้วด้วย 20,000 บาทคือราคาที่จะต้องจ่ายหากไม่อยากติดทหาร แต่ผมบอกกับพ่อแม่ว่าไม่ต้องจ่าย ผมจะไปจับฉลาก ..............เวลาผ่านไปและวันที่จะต้องจับฉลากก็มาถึง      

มาต่อกันในตอนหน้านะครับ

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ลีลาวดี...ไม่ใช่ชื่อพระราชทาน

 ดอกลีลาวดี หรือชื่อเดิมก็คือ ดอกลั่นทม ซึ่งคนไทยสมัยก่อนมักเข้าใจว่า เป็นดอกไม้อัปมงคล ไม่นิยมปลูกในบ้าน แต่มักนิยมปลูกตามวัด หรือป่าช้า รวมถึงที่สาธารณะ เพราะเหตุที่มักเข้าใจกันว่ามีชื่อใกล้ไปทางคำว่า ระทม หากปลูกจะทำให้มีแต่ความระทม ความทุกข์ ความเศร้าหมอง แต่ถ้าศึกษาด้านภาษาจริงๆ แล้ว คำว่า ลั่นทม เป็นคำผสมจากคำว่า "ลั่น" กับคำว่า "ทม" ซึ่งคำว่า "ลั่น" นั้นมีความหมายว่า ละทิ้ง เลิก คำว่า "ทม" มาจากคำว่า ระทม ความระทม ความเศร้าหมอง เมื่อนำมารวมกันจึงมีความหมายถึง ละทิ้งความระทม ละทิ้งความเศร้าหมองต่างๆ นั่นก็คือการมีแต่ความสุขสดใส นั่นเอง

            ปัจจุบันมีการเปลี่ยนเรียกชื่อ "ลั่นทม" ใหม่ว่า "ลีลาวดี" ซึ่งชื่อใหม่นี้มีความเป็นมาอย่างไรและเพื่อผลประโยชน์อันใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคลแอบอ้างโดยอ้างว่าชื่อใหม่ของ "ลั่นทม" หรือ "ลีลาวดี" นั้น เป็นชื่อที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานให้เพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากไม้ชนิดนี้เป็นพรรณไม้มงคล แต่กลับเรียกว่า "ลั่นทม" การแอบอ้างชื่อใหม่ของต้น "ลั่นทม" ในลักษณะเช่นนี้ สร้างความสับสนให้กับสังคมเป็นอย่างมาก เพราะคนจำนวนไม่น้อยเข้าใจคลาดเคลื่อนและเชื่อว่าเป็นชื่อพระราชทานจริง แม้แต่สื่อมวลชนบางคนยังเชื่อเช่นนั้นเหมือนกัน การที่แอบอ้างว่าชื่อ "ลีลาวดี" เป็นชื่อพระราชทานนี้เอง ทำให้ธุรกิจการเพาะพันธุ์ต้น "ลีลาวดี" คึกคักเป็นอย่างมาก เพราะ "ลีลาวดี" เป็นต้นไม้ที่มีความสวยงาม สามารถมาดัดแปลงให้เป็นไม้ดอก ไม้ประดับ ที่มีดอกหลากหลายสีได้ บางต้นมีดอกถึง 3 สีในต้นเดียวกัน จึงทำให้ทุกวันนี้ คนไทยหันมานิยมปลูกเลี้ยงต้น "ลีลาวดี" บริเวณบ้านกันมากขึ้น ทั้งที่ในอดีตมีความเชื่อว่า ต้น "ลั่นทม" ปลูกในบ้านจะทำให้คนในบ้านมีแต่ความทุกข์ระทม เพื่อให้เป็นที่เข้าใจอย่างทั่วถึงและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จึงมีการชี้แจงว่า "ลีลาวดี" ไม่ใช่ชื่อพระราชทานแต่อย่างใด โดยกองบำรุงรักษาอุทยาน สวนจิตรลดา ได้ยืนยันว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ไม่ได้พระราชทานนาม "ลีลาวดี" และทรงทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาแล้วในหลายโอกาส ฉะนั้นต่อไปนี้ ได้โปรดเข้าใจให้ถูกต้องว่า ชื่อใหม่ของ "ลั่นทม" ที่เปลี่ยนมาเป็น "ลีลาวดี" นั้นมีคนอื่นตั้งชื่อกันเอง ไม่ใช่ชื่อพระราชทานตามที่เข้าใจกันแต่อย่างใด...


วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2555

ประชาคมอาเซียนได้แบบมาจากใคร?

ประเทศไทยในต้นปีนี้ กระแสของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน AEC มาแรงพอสมควร เพราะเหลือเวลาเพียง 2 ปี กับอีก 356 วัน เราก็จะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างสมบูรณ์ทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเสรีทางด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุน การเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะ ฯลฯ
ทวีปยุโรปต้นปีนี้ ความหวังของประชาชนคนในสหภาพยุโรป 27 ประเทศลดน้อยลงไปทุกที กรณีที่จะมี สหรัฐยุโรป’ หรือ United States of Europe ในอนาคต เพื่อไปดุลกับสหรัฐอเมริกา’ หรือ United States of America เพราะในห้วงช่วงขวบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจหลายประเทศในสหภาพยุโรปแย่จนแทบเอาตัวไม่รอด แม้ประเทศใหญ่อย่างเยอรมนีที่เราเคยมีความเชื่อว่า เศรษฐกิจแข็งปึ้ก ทว่า เมื่อเปิดดูใต้พรม กลับพบว่ามีหนี้สินมหาศาล ไม่ได้รวยอย่างที่คิด  และมีแนวโน้มว่า ในปีนี้ อาจจะมีบางประเทศต้องกระเด็นจากกลุ่มยูโรโซน 17 ประเทศ ผมหมายถึง กลุ่มประเทศที่เลิกใช้สกุลเงินของตนเองและหันมาใช้เงินสกุลยูโร
ประเทศที่มีพื้นที่กระจิดริดกระจ้อยร่อย มีประชากรน้อยอย่างลัตเวีย ลิทัวเนีย เอสโตเนีย บัลแกเรีย เช็ก สโลวีเนีย สโลวัก ลักเซมเบิร์ก ฯลฯ ถ้าอยู่โดดเดี่ยวชาติเดียว ไม่เกี่ยวกับใคร ก็คงจะไม่มีราคาค่างวดในการไปต่อรองกับชาติรัฐอื่น แต่รวมตัวกันเป็นสหรัฐ สหภาพ ประชาคม ฯลฯ ก็จะแข็งแรงเหมือนไม้หลายกิ่งที่มาอยู่รวมในกำเดียวกัน
สุนทรพจน์ของวินสตัน เชอร์ชิล ที่พูดไว้ในเมืองซูริคเมื่อ พ.ศ. 2489 มีข้อใหญ่ใจความสำคัญว่า ชาติรัฐในทวีปยุโรปต้องรวมกันเป็น federation สหพันธ์ หรือ United Statesสหรัฐ แบบเดียวกับสหรัฐอเมริกา เชอร์ชิลเรียกกลุ่มยุโรปที่จะรวมกันในอนาคตว่า United States of Europe แปลตรงตัวเลยก็คือ สหรัฐยุโรป
อีกคนหนึ่งซึ่งคิดเหมือนเชอร์ชิลก็คือชอง มอนเนต์ นายมอนเนต์เคยปราศรัยว่า ไม่มีอนาคตอื่นใดสำหรับผู้คนในยุโรป นอกเหนือไปจากการเป็นสหภาพ
 พฤษภาคม 2495 รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีเยอรมนีตะวันตก ลงนามในแผนชูมอง แผนนี้ที่ลงนามโดยสองประเทศในวันที่ 9 พฤษภาคม 2595 นี่แหละครับ ทำให้การรวมตัวของประเทศในทวีปยุโรปเกิดขึ้น กลุ่มที่ประเทศพวกนี้ตกลงปลงใจที่จะรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเรียกว่า ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป
อิตาลี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และลักเซมเบิร์ก เห็นว่าฝรั่งเศสกับเยอรมนีตะวันตกทำดี ก็กระโจนลงมาสนับสนุนเป็นสมาชิกของประชาคมแห่งแรกนี้ด้วย
ลูกอ๊อด โตเป็นกบ ฉันใด ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป ก็โตขึ้นจนบั้นปลายท้ายที่สุด กลายเป็นสหภาพยุโรป ฉันนั้น ทุกวันที่ 9 พฤษภาคมของทุกปี พวกที่คลั่งความเป็น ‘ยุโรปหนึ่งเดียว’ ก็จะฉลองกันใหญ่โต และถือว่าวันนี้เป็นวันก่อตั้งสหภาพยุโรป
ความฝันขั้นต่อไปของพวกนี้ก็คือ จะต้องสร้างสหรัฐยุโรปขึ้นมาให้มีสถานะเหมือนสหรัฐอเมริกา อันนี้ก็จริงนะครับ ผู้อ่านท่านลองตรองดู ว่าถ้าไม่มีสหรัฐอเมริกา วันนี้ก็อาจจะมีประเทศเล็กชาติน้อยอุบัติเลพาเลพาด เกลื่อนกลาด เลอะเทอะ อย่าง สาธารณรัฐแอละแบมา ราชอาณาจักรนิวแฮมป์เชียร์ สมาพันธรัฐเวอร์มอนต์ สหพันธ์สาธารณรัฐออริกอน สาธารณรัฐประชาธิปไตยอิลลินอยส์ สาธารณรัฐสังคมนิยมอาหรับไอดาโฮ เครือรัฐมินนิโซตา ฯลฯ ประเทศเล็กชาติน้อยทั้ง 50 แห่งเหล่านี้ คงจะไม่มีพลังเท่ากับเมื่อรวมกันเป็นอภิพญามหาประเทศใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ที่เป็นประเทศเดียว แต่แบ่งการปกครองออกเป็น 50 รัฐ
ฝันของพวก ยุโรปหนึ่งเดียว ผ่านการพัฒนามาหลายขั้นตอน เริ่มจากเมื่อ พ.ศ. 2495 เป็นประชาคมถ่านหินและเหล็กกกล้ายุโรป (ECSC) พ.ศ. 2500 เป็นประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (EEC) และประชาคมพลังงานปรมาณูยุโรป (EURATOM)
เป็นประชาคมยุโรป (EC) และเป็นสหภาพยุโรป (EU)
ผู้คนในทวีปยุโรปมีมากมายหลายความคิด คนบางพวกคิดว่า อยู่คนเดียวดีกว่า อย่าไปรวมกับประเทศใดเลย แต่อีกพวกหนึ่งคิดว่า อยู่คนเดียวอันตราย เพราะอำนาจในการต่อรองในเวทีโลกมีน้อย ถูกรังแกได้ง่าย มาอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ดีกว่า
พวกที่คิดแบบหลังนี่แหละครับ เราเรียกว่า Europeanists หรือพวกสนับสนุนการรวมยุโรป ซึ่งเป็นต้นแบบของพวกที่สนับสนุนการอยู่กันเป็นประชาคมอาเซียน.

ที่มา :  หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จันทร์ ๙ มกราคม ๒๕๕๕ คอลัมน์เปิดฟ้าส่ิองโลก