ผมคิดว่าผู้ชายหลายๆคนวิถีทางก็คงจะคล้ายๆแบบเดียวกันกับผม นั้นคือ เมื่อเรียนจบ ก็จัดการเรื่องทหาร แล้วก็บวช
วิถีทางของผมก็เป็นเช่นนั้น เมื่อผมจัดการเรื่องทหารเสร็จแล้วก็มาบวช ในการบวชไม่ใช่ว่าใครจะบวชก็บวชง่ายๆเหมือนที่พวกมารศาสนามันทำกัน ที่ไปซื้อผ้าเหลืองมา โกนหัวโกนคิ้ว ซืิ้อบาตรแล้วก็ออกขออาหารขอเงิน พวกนี้แหละคือมารศาสนาตัวจริงที่ทำให้คนในปัจจุบันเกิดการเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ในการบวชของผมต้องมีการดูฤกษ์ เตรียมกองบวช เตรียมงานฯลฯ เรียกได้ว่าต้องมีการเตรียมการวุ่นวายพอสมควร ในการบวชก็ต้องมีการสวดเพื่อขออุปสมบท ซึ่งยาวมาก ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนบวช ผมแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ท่องบทขออุปสมบทเพียงอย่างเดียว ในวันก่อนวันบวชก็จะเป็นวันบวชนาค
อาจมีหลายๆคนสงสัยว่า ทำไมต้องเรียกผู้จะบวชว่านาค ทำไมไม่เรียกชื่ออื่น ประวัติความเป็นมาของคำว่า ""นาค" อาจทำให้หลายๆคนหายข้องใจได้ ซึ่งประวัติของคำว่า "นาค" มีดังนี้
" ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ มีพญานาคผู้หนึ่งได้แปลงร่างเป็นมนุษย์เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ อยู่มาวันหนึ่งได้เผลอนอนหลับ ร่างจึงกลับกลายเป็นพญานาคดั่งเดิม ภิกษุอื่นไปพบเข้าก็เกิดความเกรงกลัว เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเรียกมาตรัสถาม ได้ความว่าเพราะเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงปลอมตัวมาบวช พระพุทะองค์ทรงดำริว่าสัตว์ดิรัจฉานไม่อยู่ในฐานะควรจะบวช จึงโปรดให้ลงเพศบรรพชิตกลับไปเป็นนาคดั่งเดิม แต่ภิกษุนั้นมีความอาลัย จึงขอฝากชื่อนาคไว้ในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีคำเรียกขานคนที่ต้องการจะบวชว่า "นาค" สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน "
ในการบวชนาคนั้นก็จะต้องการทำพิธี การสวด การตัดผมไฟ เสร็จแล้วก็โกนหัว นุ่งขาว ห่มขาว พอรุ่งเช้าก็ทำพิธีบวช โดยแห่จากบ้านไปทำพิธีอุปสมบทที่วัด ซึ่งผมนั้นได้ทำพิธีอุปสมบทที่วัดศรีมงคลเหนือ แล้วไปจำวัดที่วัดป่า หลังจากเสร็จพิธีในอุโบสถแล้วก็ออกมาจากอุโบสถในเพศบรรพชิต ก็คือเป็นพระแล้วนั่นเอง ในตอนนั้นความรู้สึกที่รับรู้ได้จากสายตาของ พ่อและแม่ เป็นสายตาที่มีความปลื้มใจ สุขใจ กับการที่ได้่เห็นลูกชายของตนเองได้บวชเพื่อทดแทนพระคุณ พอเสร็จพิธีจากวัดศรีมงคลเหนือก็เดินทางไปยังวัดป่าที่อยู่ชานเมือง ซึ่งในวัดมีพระสงฆ์จำวัดเพียง 3 รูป รวมผมด้วยก็เป็น 4 รูป อาศัยอยู่กันคนละกุฏิ เป็นบรรยากาศที่สงบมาก หรืออีกในนึงก็จะเรียกได้ว่าวังเวงสุดๆ แต่การอยู่วัดป่าที่มีพระไม่เยอะก็ดีไปอย่างนะครับ คือมันไม่วุ่นวาย ได้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ถ้าใครคิดจะบวชก็ขอแนะนำให้บวชที่วัดป่าที่มีพระอยู่ไม่เยอะนะครับ
ในตอนแรกที่บวช ความตั้งใจของผมนั้นจะบวช 15 วัน แต่รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ผมบวช 19 วัน ด้วยเพราะว่าวันที่ 15 นั้น มันไม่ใช่ฤกษ์สึก จึงต้องอยู่ต่ออีก 4 วัน แล้วถ้าถามผมว่าได้เจอ"ผี"บ้างไหม ก็ขอตอบว่าไม่เจอครับ แต่ได้ยินเสียงและรู้สึกได้ สรุปคือ ไม่เห็นแต่ได้ยินเสียงนั้นเอง เหตุการณ์ก็มีอยู่ว่า ในคืนแรกผมก็หลับไปตอนประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง พอหลับไปแล้วก็ไม่แน่ใจว่าขณะนั้นเวลาเท่าไหร่ หลับๆอยู่ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนมาทุบเสาดัง "ตึก ตึก ตึก" ประมาณแบบใช้ท้ายกำมือทุบ (กุฏิที่ผมอยู่นั้นจะเป็นกุฏิแบบมีเสา ยกสูง) เสียงมันดังแบบต่อเนื่อง จนผมรู้สึกตัว แต่ผมยังไม่กล้าลืมตา พอฟังเสียงไม่ประมาณ 5 วินาทีหลังจากรู้สึกตัว ผมก็คิดในใจว่า "เอาแล้ว โดนแล้วกู" แล้วผมก็คิดในใจต่อว่า "ขอให้หยุดรบกวนเถิด ผมมาบวชเพื่อทำบุญ ศึกษาธรรม ทดแทนพระคุณพ่อแม่ ขอให้หยุดรบกวนผมจะนอนเพื่อปฏิบัติกิจของสงฆ์ในตอนเช้า แล้วผมจะทำบุญ กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลไปให้" พอสิ้นคำพูดในใจเท่านั้นแหละ เสียงที่ทุบอยู่ก็อยู่ทันที พร้อมได้ยินเสียงเดินแบบช้าๆ โดยที่เป็นเสียงเหยียบใบไม้แห้ง เพราะรอบๆกุฏิมีต้นไม้เยอะใบไม้แห้งที่ร่วงลงมาจึงเยอะตาม ผมได้ยินเสียงเดินไปประมาณ 4-5 ก้าว แล้วก็หายไป ถ้าจะบอกว่ามีคนมาแกล้ง มันก็มี 2 คำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้คือ
1.พอสิ้นเสียงพูดในใจแล้วทำไมเสียงทุบเสาถึงหยุดตาม ทั้งๆที่เป็นการพูดในใจ
2.เสียงเดินเหยียบใบไม้แห้งทำไมได้ยินแค่ 4-5 ก้าวก็หายไป ในเมื่อบริเวณนั้นใบไม้แห้งเยอะมาก ต้องอย่างน้อย10-12ก้าวถึงจะพ้นบริเวณนั้น
ตื่นเช้ามาผมก็ไปถามพระอาจารย์ที่ดูแลผม ท่านก็หัวเราะ เหอ เหอ แล้วก็บอกว่าคงเป็นเสียงตุ๊กแกกินแมลงมั๊ง เสร็จพระอาจารย์ก็ขึ้นไปดูบนกุฏิผม ดูว่าขาดเหลืออะไรไหม ท่านเห็นเบาะที่ผมใช้รองนอนท่านก็บอกว่าไม่ให้นอนบนเบาะ ผมก็อ๋อเลย เพิ่งรู้นะเนี่ย นอนแค่เสื่อก็พอ
กิจวัตรประจำวันในการบวชของผมก็คือ ตื่นตี3 ทำวัตรเช้า กวาดถูศาลา ประมาณ ตี5ครึ่งก็ออกบิณฑบาต 7โมงฉันท์อาหารเช้า แปดโมงสงฆ์น้ำ 9โมงถึงบ่าย3 จะว่าง ก็อ่านหนังสือ ท่องบทสวด จำวัดมั่ง บ่าย4โมงจะกวาดวัด 6โมงเย็นฉันท์น้ำปานะ 1ทุ่มทำวัตรเย็น 3ทุ่ม เดินจงกรม 4ทุ่มเข้านอน กิจวัตรก็ประมาณนี้ ยกเว้นว่าวันไหนมีกิจนิมนต์เพิ่มเข้ามาบ้างก็เท่านั้น
นี่เป็นเวลา 19 วัน ที่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะไปทำก็ทำได้ เคยมีคนพูดไว้ว่า "การที่เราบวช ก็เพื่อให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์" และผมก็ได้ทำอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ
แล้วคุณล่ะ เคยทำอะไรที่ให้พ่อแม่ภาคภูมิแล้วหรือยัง............