วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2555

ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ตอนที่ 3

              แล้วก็มาถึงในตอนที่ 3 อย่างรวดเร็ว เหมือนอย่างที่บอกไปในตอนที่แล้วครับ ว่าช่วงนี้ว่าง ในตอนที่ 3 นี้ก็จะเป็นเรื่องราวที่ "ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย"อย่างผมได้ทำ เป็นการทำที่ยิ่งใหญ่ เป็นการทำที่เพื่อตนเองส่วนน้อย แต่ว่าเป็นการทำเพื่อผู้มีพระคุณส่วนมาก นั้นคือการ"บวช" ทดแทนพระคุณ
               ผมคิดว่าผู้ชายหลายๆคนวิถีทางก็คงจะคล้ายๆแบบเดียวกันกับผม นั้นคือ เมื่อเรียนจบ ก็จัดการเรื่องทหาร แล้วก็บวช
               วิถีทางของผมก็เป็นเช่นนั้น เมื่อผมจัดการเรื่องทหารเสร็จแล้วก็มาบวช ในการบวชไม่ใช่ว่าใครจะบวชก็บวชง่ายๆเหมือนที่พวกมารศาสนามันทำกัน ที่ไปซื้อผ้าเหลืองมา โกนหัวโกนคิ้ว ซืิ้อบาตรแล้วก็ออกขออาหารขอเงิน พวกนี้แหละคือมารศาสนาตัวจริงที่ทำให้คนในปัจจุบันเกิดการเสื่อมศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก ในการบวชของผมต้องมีการดูฤกษ์ เตรียมกองบวช เตรียมงานฯลฯ เรียกได้ว่าต้องมีการเตรียมการวุ่นวายพอสมควร ในการบวชก็ต้องมีการสวดเพื่อขออุปสมบท ซึ่งยาวมาก ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนบวช ผมแทบจะไม่ต้องทำอะไรเลย ท่องบทขออุปสมบทเพียงอย่างเดียว ในวันก่อนวันบวชก็จะเป็นวันบวชนาค 
             อาจมีหลายๆคนสงสัยว่า ทำไมต้องเรียกผู้จะบวชว่านาค ทำไมไม่เรียกชื่ออื่น ประวัติความเป็นมาของคำว่า ""นาค" อาจทำให้หลายๆคนหายข้องใจได้ ซึ่งประวัติของคำว่า "นาค" มีดังนี้ 
           " ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ มีพญานาคผู้หนึ่งได้แปลงร่างเป็นมนุษย์เข้ามาบวชเป็นพระภิกษุ อยู่มาวันหนึ่งได้เผลอนอนหลับ ร่างจึงกลับกลายเป็นพญานาคดั่งเดิม ภิกษุอื่นไปพบเข้าก็เกิดความเกรงกลัว เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบจึงเรียกมาตรัสถาม ได้ความว่าเพราะเกิดความศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงปลอมตัวมาบวช พระพุทะองค์ทรงดำริว่าสัตว์ดิรัจฉานไม่อยู่ในฐานะควรจะบวช จึงโปรดให้ลงเพศบรรพชิตกลับไปเป็นนาคดั่งเดิม แต่ภิกษุนั้นมีความอาลัย จึงขอฝากชื่อนาคไว้ในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงมีคำเรียกขานคนที่ต้องการจะบวชว่า "นาค" สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน "
          ในการบวชนาคนั้นก็จะต้องการทำพิธี การสวด การตัดผมไฟ  เสร็จแล้วก็โกนหัว นุ่งขาว ห่มขาว พอรุ่งเช้าก็ทำพิธีบวช โดยแห่จากบ้านไปทำพิธีอุปสมบทที่วัด ซึ่งผมนั้นได้ทำพิธีอุปสมบทที่วัดศรีมงคลเหนือ แล้วไปจำวัดที่วัดป่า หลังจากเสร็จพิธีในอุโบสถแล้วก็ออกมาจากอุโบสถในเพศบรรพชิต ก็คือเป็นพระแล้วนั่นเอง ในตอนนั้นความรู้สึกที่รับรู้ได้จากสายตาของ พ่อและแม่ เป็นสายตาที่มีความปลื้มใจ สุขใจ กับการที่ได้่เห็นลูกชายของตนเองได้บวชเพื่อทดแทนพระคุณ พอเสร็จพิธีจากวัดศรีมงคลเหนือก็เดินทางไปยังวัดป่าที่อยู่ชานเมือง ซึ่งในวัดมีพระสงฆ์จำวัดเพียง 3 รูป รวมผมด้วยก็เป็น 4 รูป อาศัยอยู่กันคนละกุฏิ เป็นบรรยากาศที่สงบมาก หรืออีกในนึงก็จะเรียกได้ว่าวังเวงสุดๆ แต่การอยู่วัดป่าที่มีพระไม่เยอะก็ดีไปอย่างนะครับ คือมันไม่วุ่นวาย ได้ปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง ถ้าใครคิดจะบวชก็ขอแนะนำให้บวชที่วัดป่าที่มีพระอยู่ไม่เยอะนะครับ
        ในตอนแรกที่บวช ความตั้งใจของผมนั้นจะบวช 15 วัน แต่รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ผมบวช 19 วัน ด้วยเพราะว่าวันที่ 15 นั้น มันไม่ใช่ฤกษ์สึก จึงต้องอยู่ต่ออีก 4 วัน แล้วถ้าถามผมว่าได้เจอ"ผี"บ้างไหม ก็ขอตอบว่าไม่เจอครับ แต่ได้ยินเสียงและรู้สึกได้ สรุปคือ ไม่เห็นแต่ได้ยินเสียงนั้นเอง เหตุการณ์ก็มีอยู่ว่า ในคืนแรกผมก็หลับไปตอนประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง พอหลับไปแล้วก็ไม่แน่ใจว่าขณะนั้นเวลาเท่าไหร่ หลับๆอยู่ก็ได้ยินเสียงเหมือนกับมีคนมาทุบเสาดัง "ตึก ตึก ตึก" ประมาณแบบใช้ท้ายกำมือทุบ (กุฏิที่ผมอยู่นั้นจะเป็นกุฏิแบบมีเสา ยกสูง) เสียงมันดังแบบต่อเนื่อง จนผมรู้สึกตัว แต่ผมยังไม่กล้าลืมตา พอฟังเสียงไม่ประมาณ 5 วินาทีหลังจากรู้สึกตัว ผมก็คิดในใจว่า "เอาแล้ว โดนแล้วกู" แล้วผมก็คิดในใจต่อว่า "ขอให้หยุดรบกวนเถิด ผมมาบวชเพื่อทำบุญ ศึกษาธรรม ทดแทนพระคุณพ่อแม่ ขอให้หยุดรบกวนผมจะนอนเพื่อปฏิบัติกิจของสงฆ์ในตอนเช้า แล้วผมจะทำบุญ กรวดน้ำ อุทิศส่วนกุศลไปให้" พอสิ้นคำพูดในใจเท่านั้นแหละ เสียงที่ทุบอยู่ก็อยู่ทันที พร้อมได้ยินเสียงเดินแบบช้าๆ โดยที่เป็นเสียงเหยียบใบไม้แห้ง เพราะรอบๆกุฏิมีต้นไม้เยอะใบไม้แห้งที่ร่วงลงมาจึงเยอะตาม ผมได้ยินเสียงเดินไปประมาณ 4-5 ก้าว แล้วก็หายไป ถ้าจะบอกว่ามีคนมาแกล้ง มันก็มี 2 คำถามที่ไม่สามารถหาคำตอบได้คือ 
1.พอสิ้นเสียงพูดในใจแล้วทำไมเสียงทุบเสาถึงหยุดตาม ทั้งๆที่เป็นการพูดในใจ 
2.เสียงเดินเหยียบใบไม้แห้งทำไมได้ยินแค่ 4-5 ก้าวก็หายไป ในเมื่อบริเวณนั้นใบไม้แห้งเยอะมาก ต้องอย่างน้อย10-12ก้าวถึงจะพ้นบริเวณนั้น
        ตื่นเช้ามาผมก็ไปถามพระอาจารย์ที่ดูแลผม ท่านก็หัวเราะ เหอ เหอ แล้วก็บอกว่าคงเป็นเสียงตุ๊กแกกินแมลงมั๊ง  เสร็จพระอาจารย์ก็ขึ้นไปดูบนกุฏิผม ดูว่าขาดเหลืออะไรไหม ท่านเห็นเบาะที่ผมใช้รองนอนท่านก็บอกว่าไม่ให้นอนบนเบาะ ผมก็อ๋อเลย เพิ่งรู้นะเนี่ย นอนแค่เสื่อก็พอ
        กิจวัตรประจำวันในการบวชของผมก็คือ ตื่นตี3 ทำวัตรเช้า กวาดถูศาลา ประมาณ ตี5ครึ่งก็ออกบิณฑบาต 7โมงฉันท์อาหารเช้า แปดโมงสงฆ์น้ำ 9โมงถึงบ่าย3 จะว่าง ก็อ่านหนังสือ ท่องบทสวด จำวัดมั่ง บ่าย4โมงจะกวาดวัด 6โมงเย็นฉันท์น้ำปานะ 1ทุ่มทำวัตรเย็น 3ทุ่ม เดินจงกรม 4ทุ่มเข้านอน กิจวัตรก็ประมาณนี้ ยกเว้นว่าวันไหนมีกิจนิมนต์เพิ่มเข้ามาบ้างก็เท่านั้น
        นี่เป็นเวลา  19 วัน ที่ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆจะไปทำก็ทำได้ เคยมีคนพูดไว้ว่า "การที่เราบวช ก็เพื่อให้พ่อแม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์" และผมก็ได้ทำอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ 

แล้วคุณล่ะ เคยทำอะไรที่ให้พ่อแม่ภาคภูมิแล้วหรือยัง............

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2555

ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย ตอนที่ 2

           หายไปนานหลังจากตอนที่แล้วครับ เนื่องจากผู้เขียนติดทั้งธุระส่วนตัวและไม่ส่วนตัว ทำให้ไม่มีเวลาที่จะสาธยายเรื่องที่ยังเล้าค้างอยู่ให้จบสักที บัดนี้ก็ได้ฤกษ์งามยามดีที่จะรำพันเรื่องให้จบแล้ว


           ในวันที่จับฉลากทหาร ผมยังจำได้ดีครับว่าวันนั้นเป็นวันที่ 1 เมษายน 2549 ด้วยที่ะต้องไปจับใบดำใบแดง ผมก็ถือเคล็ดส่วนตัวว่าวันนี้ขอให้เจอแต่สิ่งดำๆ ก็เลยใส่เสื้อสีดำ(กกน.ก็สีดำ) ขับรถสีดำ กินโอเลี้ยง แบบว่าไม่ว่าจะทำอะไรก็ขอเอาดำไว้ก่อนประมาณนั้น พอไปถึงสถานที่คัดเลือกการเกณฑ์ทหาร ก็มีหลายคนนะครับ ที่ใส่เสื้อสีดำ คงกะจะเอาเคล็ดแบบผม แต่ก็มีบ้างนะครับ ที่ผมคิดว่าจะถือเอาเคล็ดแบบตรงกันข้าม คือใส่เสื้อสีแดงมาคงคิดว่า ใส่สีแดงมาแล้วคงไม่ต้องเจอสีแดงอีกประมาณนั้น นอกจากนั้นก็ใส่เสื้อสีอื่นๆไป ในขั้นตอนของการคัดเลือกก็ ขั้นแรกก็ต้องนำเอกสารมาให้เจ้าหน้าที่เพื่อรายงานตัวและขอยกเลิกการผ่อนผัน เพราะผมเคยทำเรื่องผ่อนผันไว้ แล้วก็ตรวจร่างกาย วัดส่วนสูง วัดรอบอก และเขียนหมายเลขประจำตัวไว้ที่แขน ซึ่งผมไม่ได้เป็นคนเขียนเองนะครับ พี่ทหารเขาเขียนให้ เพื่อให้เรารู้หมายเลขของตนเอง เวลาที่ พี่ทหารขานเรีียก ขั้นตอนเหล่านั้นกินเวลาทั้งช่วงเช้าแหละ เสร็จจากกินข้าวเที่ยงแล้วก็มารวมกันเพื่อที่จะจับฉลาก ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาตอนบ่าย ทุกคนที่มานั่งรอนั้น คือคนที่รอจับฉลาก 
               คนที่ได้ออกไปจับก่อนนั้น ก็จะมีคนเชียร์ ก็คือคนที่นั่งรอจับฉลากด้วยกันนั้นแหละ แต่การเชียร์นี้คงจะตรงกันข้ามกับคนที่จับฉลาก เพราะคนที่จับฉลากนั้นก็หวังที่จะได้ใบดำ แต่คนเชียร์นี่สิ พร้อมใจกระโกนเป็นเสียงเดียวกันว่า "แดง แดง แดง" ดังลั่นทั้งหอประชุม พอคนที่จับได้ใบดำก็จะ "ฮู่วว" แต่พอคนที่จับได้แดงก็จะ "เฮ้" ที่ผมสังเกตุเห็นนั้นก็คือคนที่ใส่เสื้อแดง ทำเก๋าๆ กินเหล้ามา ประมาณ 90% ที่จับได้ใบแดง 
              มีคนนึงผมจำได้ดีเลยล่ะ พอพี่ทหารขานหมายเลขเสร็จ เจ้านี่ก็เดินออกไป ลักษณะของเขาก็คือ ใส่เสื้อสีแดง เดินแบบโยกๆ(แบบแสดงความเก๋า) ผมสีทอง ดูเหมือนจะกินเหล้ามาด้วย เดินออกไปด้วยความมั่นใจเต็มล้านเปอร์เซ็น  ถึงด้านหน้าที่จับฉลากก็จะมีพี่ทหาร 2 คนยืนอยู่ คนแรกจะถือไหสำหรับจับฉลาก ส่วนอีกคนก็จะจับไหล่ของผู้ที่จับฉลาก คุณคนเก๋าคนนี้ล้วงมือเข้าไปในไห จับฉลาก แล้วส่งให้พี่ทหารเพื่อที่พี่ทหารจะเป็นคนขานว่าดำหรือแดง พอพี่ทหารขานว่าแดงเท่านั้นแหละ คุณเก๋าก็เข่าอ่อนร่วงลงไปนอนกับพื้นทันที ขำกันทั้งหอประชุม เก๋าดีนัก เจอซะ
             การจับฉลากก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ลำดับของผมจะอยู่ค่อนท้ายเพราะว่า พวกที่ขอยกเลิกการผ่อนผันจะได้ลำดับท้ายๆ ในเขตอำเภอเมืองมุกดาหารมีผู้ที่จับฉลากประมาณ 300 คน เอาเป็นทหารประมาณ 70 คน ถ้าเทียบสัดส่วนใบแดงต่อใบดำก็ประมาณ 1 ต่อ 4 
            และลำดับหมายเลขของผมก็มาถึง ผมจำไม่ได้แล้วว่าหมายเลขของผมนั้นเป็นหมายเลขอะไร จำได้แต่ว่า พอได้ยินหมายเลขตนเอง ใจนี้เต้นแรงยังกับกลองเพล เดินออกไปด้วยความสั่นๆ ไปถึงด้านหน้าเสร็จ พี่ทหารก็จับตรงต้นแขนใกล้ๆไหล่ไว้ ประมาณพยุงไว้ไม่ให้ร่วงลงพื้น พี่ทหารอีกคนก็ยกไหขึ้น ลักษณะของไหก็จะเป็นไหดิน คือเราไม่สามารถมองเห็นข้างในได้ เหมือนๆกับไหปลาร้า ผมล้วงมือลงไปจับในไห ก็จับเอาอันแรกที่มือโดนเลย ไม่อยากจะคนฉลากมาก เดี๋ยวไปโดนใบแดงเข้าล่ะซวยเลย เพราะเห็นตัวอย่างก่อนหน้าผม คือพวกที่คนฉลากแล้วค่อยจับ โดนเกือบทุกคน พอผมหยิบฉลากออกมาจะเป็นแบบฉลากที่ม้วนไว้ในหลอด แล้วก็ส่งให้พี่ทหาร พี่ทหารแกก็ค่อยแกะออกมา ไอ้เราก็ลุ้นทุกการกระทำของพี่ทหาร แกะออกจากหลอดก็ค่อยๆคลี่กระดาษ ความรู้สึกมันเหมือนเวลาหยุดนิ่ง เสียงรอบข้างไม่ได้ยิน เห็นสิ่งเดียวที่เคลื่อนไหวก็คือกระดาษใบเล็กๆที่ค่อยๆคลี่ลงมา พอกระดาษคลี่เสร็จ สิ่งที่ผมเห็นก็คือตัวอักษรที่เขียนไว้ว่า "ดำ" เท่านั้นแหละใจที่เคยตกไปอยู่ตาตุ่มก็ชื้นขึ้นมาทันที พร้อมกับการที่ได้ยินเสียงจากกองเชียร์ว่า "ฮู่ววว" แต่ในใจเราเฮอยู่คนเดียว
       นี่ก็เป็นประสบการณ์ที่จะเรียกว่าคงเป็นครั้งแรก ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของชีวิต ที่จะได้ทำอย่างนี้ เป็นประสบการณ์ที่คงจะไม่มีวันลืมไปตลอดชีวิต


        วันนี้ก็คงจะเล่าประมาณนี้ไว้ก่อนนะครับ ซึ่งเรื่องราวที่เรียกได้ว่าเป็น "ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้ชาย" ก็จะมีต่อในตอนหน้าครับ  สวัสดี